การเลือกใช้ไม้

แรกๆที่ผมทำงาน DIY ด้วยไม้ ผมแทบไม่มีความรู้เรื่องไม้เลย เป็นเหตุให้ต้องลองผิดลองถูกกับไม้ที่มีอยู่หลากหลายชนิด ทำให้งานออกมาดีบ้างแย่บ้าง  จนวันนี้เริ่มเข้าใจวิธีการเลือกใช้ไม้บ้างเล็กน้อย จึงอยากนำความรู้ทั้งหมดที่มีในตัวมาเรียบเรียง เผื่อใครสนใจเริ่มต้นทำงานกับไม้ จะได้ไม่ต้องมั่วมากมายเหมือนผมนะครับ

ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ แต่อย่างใด เป็นแค่คนที่สนใจ และเนื่องจากความรู้เรื่องไม้มีเยอะมาก และมีหลายแหล่งมากจริงๆ ผมจะพยายามอธิบายให้ครอบคลุมที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผมเริ่มใช้ไม้ครั้งแรก ในการทำอาวุธที่ผมชอบออกแบบในสมัยมัธยม (ซึ่งก็เพิ่งผ่านไปไม่กี่ปีนะ555) ในสมัยนั้นผมเลือกใช้ไม้ เพราะว่ามันแข็งกว่ากระดาษแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นไม้ที่ผมใช้จึงเป็นไม้กระดานหรือไม้อัดแผ่นใหญ่ๆ ที่มีหน้าตาใกล้เคียงกับกระดาษ และผมก็ทำงานไม้เหมือนตัดกระดาษเลย แค่เปลี่ยนจากกรรไกร และคัตเตอร์ มาเป็นเลื่อยเท่านั้นเอง
แต่ความจริงแล้ว ไม้มีความแตกต่างจากกระดาษมาก  ที่สำคัญๆคือ

1. ไม้มีทิศทางของลายไม้(wood grain)อย่างชัดแจน ส่งผลกับทิศทางการรับแรง การขยายและหดตัว
2. ไม้มีการขยายและหดตัว มากน้อยตามลักษณะของการแปรรูป

ถ้าเราอยากจะรู้ว่า เราควรเลือกใช้ไม้อย่างไร เราควรจะทำความเข้าใจก่อนว่า ไม้ที่เราใช้มันมายังไง จริงๆแล้ว มันเริ่มจาก ต้นไม้! (ตกใจล่ะสิ ไม่เคยรู้เลยสินะ)

ลักษณะแนวเสี้ยนในไม้ (Wood Grain)
ลักษณะแนวของลายไม้ (Wood Grain)

คงไม่ต้องบอกนะครับว่าไม้มีเสี้ยน แต่การเข้าใจเรื่องเสี้ยนหรือ “ลายไม้” นี่แหละเป็นเรื่องสำคัญ ทิศทางของลายไม้ก็คือทิศทางของเส้นใยไม้ขณะเจริญเติบโตนั่นเอง ให้เราลองจินตนาการถึงต้นไม้ใหญ่ มันจะต้องทนแรงลมแรงพายุได้ ดังนั้นมันจึงทนแรงที่กระทำต่อด้านข้างได้ดี เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเวลาเราตัดไม้มาทำบ้าน เอาท่อนไม้นอนลงทำเป็นคานมันจึงรับน้ำหนักคนได้
แต่ในทางกลับกัน เวลาที่เราซื้อไม้กระดานแผ่นๆจากร้านเครื่องเขียนมา ลองเอามาหักตามลายไม้ดูสิครับ หักเป๊าะเลยใช่ไหม นั่นอาจเป็นเพราะว่า (มีคำว่าอาจแปลว่าผมเข้าใจเอาเองอะนะ 55) ต้นไม้ไม่มีความจำเป็นต้องรับแรงในลักษณะนี้มากนัก และถึงมีอะไรทำให้ต้นไม้ถูกผ่าเป็นสองซีกจริงๆ ถ้าท่อลำเลียงน้ำที่อยู่ตามแนวยาวของลายไม้ยังไม่ขาด มันก็ยังไม่ตายอยู่ดี

ทีนี้เมื่อเราต้องการนำไม้มาใช้ทำงาน เราต้องคำนึงถึงหลายสิ่งเช่น
1. ต้องรับแรงมากไหม?
2. ต้องการกว้างยาวขนาดไหน?
3. ต้องการโชว์ลวดลายของไม้หรือไม่?
4. ลักษณะชิ้นงานที่ทำ รองรับการยืดหดตัวได้มากแค่ไหน?
และอื่นๆ ที่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก
เนื่องจากข้อมูลจากหลายๆแหล่งมีความขัดแย้งกัน ผมจึงพยายามแบ่งแยกย่อยเนื้อหาตามความเข้าใจของผม เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำมาใช้ในการเลือกไม้ได้บ้างไม่มากก็น้อย สงสัยตรงไหน สอบถามได้ในคอมเม้นนะครับ

ผลิตภัณฑ์จากไม้ มีสองประเภท (แบ่งแบบกว้างมาาาาก) อันได้แก่

1.ไม้แปรรูป (Lumber) หรือไม้เป็นท่อนๆหน้าตัดสี่เหลี่ยมที่เราเห็นกันทั่วไป
ในการแปรรูปไม้จากท่อนซุงมาเป็นไม้หน้าตาสี่เหลี่ยมที่เรานำมาใช้ เขาจะต้องเอาไม้มาเลื่อยตามแนวยาวเสียก่อน ซึ่งวิธีการเลื่อยท่อนซุงนั้น มีหลากหลายวิธีมาก แต่วิธีการที่นิยมมีอยู่ 2 แบบ คือ

– Plain Sawn หรือ Flat Sawn เป็นวิธีที่ผลิตไม้ได้ง่ายที่สุด จึงได้ไม้ที่มีต้นทุนน้อยที่สุด
– Quarter Sawn เป็นวิธีการเลื่อยที่ซับซ้อนกว่า โดยจะต้องเลื่อยไม้แบ่งเป็น 4 ส่วนก่อน แล้วจึงตัดไม้เป็นแผ่น ซึ่งก็มีวิธีการตัดท่อน 1/4 ของซุงที่ได้นี้ อีกหลายวิธีด้วยกัน ตามภาพ

การเลื่อยไม้แปรรูป แบบต่างๆ
การเลื่อยไม้แปรรูป แบบต่างๆ
อีกภาพ ที่แสดงการตัดแบ่งไม้ด้วยวิธีต่างๆ
อีกภาพ ที่แสดงการตัดแบ่งไม้ด้วยวิธีต่างๆ

1.1 การเลือกใช้ไม้แปรรูป เราจะเลือกจากความแข็งแรงของผิวไม้(เป็นรอยยากหรือง่าย) ความแข็งแรงของเนื้อไม้(รับน้ำหนักได้มากหรือน้อย) ความสวยงาม(ลายไม้) การยืดหดตัวของไม้(ชนิดของไม้และกระบวนการการแปรรูป)

1.1.1 แบ่งตามความแข็งของไม้ เป็นที่ถกเถียงกันมากเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งประเภทไม้ตามความแข็ง โดยเฉพาะไม้สัก ซึ่งหลายคนบอกว่า เป็นไม้เนื้ออ่อน หแต่หลายตำราก็บอกว่า เป็นไม้เนื้อแข็ง ผมคิดว่าข้อแตกต่างที่น่าจะเห็นได้ คือมาตรฐาน ในการตัดสินว่า ไม้นั้นๆจัดเป็นไม้ชนิดใด

แหล่งข้อมูลที่ผมหาได้ เป็นลายลักษณ์อักษร ก็น่าจะเป็นหนังสือของกรมป่าไม้ที่ กส.0702/6679  ลงวันที่  3  พฤษภาคม 2517 ที่แบ่งแยกประเภไม้ออกเป็นสามกลุ่มโดยยึดเอาค่าความแข็งแรงเป็นหลัก แต่ผมจะขออธิบายเพิ่มเติมในแต่ละประเภทถึงความเข้าใจโดยทั่วไปด้วยนะครับ

  • ไม้เนื้ออ่อน มีความแข็งแรง ต่ำกว่า 600 กก./ลบ.ซม. มีความทนทานต่ำกว่า 2 ปี
    โดยทั่วไปแล้วช่างอาจจำแนกไม้เนื้ออ่อนว่า เป็นไม้ที่เลื่อย ไส และตกแต่งง่าย เอามาทำงานDIYง่ายๆได้ดี (ส่วนใหญ่ที่ผมใช้ก็คือประเภทนี้) ใช้ทำงานตกแต่ง งานเครื่องใช้ในบ้าน มีน้ำหนักเบา แต่ไม่ค่อยมีความแข็งแรง รับน้ำหนักได้ไม่มาก และไม่ค่อยทนทาน  เช่น ไม้ยางพารา ไม้ฉำฉา ไม้กระท้อน ไม้ทุเรียน ฯลฯ
  • ไม้เนื้อแข็งปานกลาง มีความแข็งแรง ระหว่าง 600-1,000 กก./ลบ.ซม. มีความทนทานระหว่าง 2-6  ปี
    โดยทั่วไปแล้วช่างอาจจำแนกไม้เนื้อแข็งปานกลางนี้ว่า เป็นไม้ที่เลื่อย ไส และตกแต่งได้ยาก เนื้อไม้จะแน่นกว่า มีลายไม้ละเอียดกว่า ไม้เนื้ออ่อน เพราะมักจะเป็นไม้ที่โตช้ากว่า วงปีจะถี่กว่า มีน้ำหนักมาก แข็งแรงทนทาน รับน้ำหนักได้มาก เช่น ไม้มะม่วง ไม้สน ไม้ยมหอม ฯลฯ
  • ไม้เนื้อแข็ง มีความแข็งแรงมากกว่า 1,000 กก./ลบ.ซม. มีความทนทานมากกว่า 6  ปี
    เป็นไม้ที่โตช้าที่สุด ลายไม้ละเอียดที่สุดในสามประเภท เป็นไม้ที่เลื่อย ไส และตกแต่งได้ยากมาก มีน้ำหนักไม่มาก แต่แข็งแรงกว่าไม้เนื้อแข็ง มักนำมาใช้ทำโครงสร้าง บ้าน เช่น เสาและคาน ที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ ตัวอย่างเช่น ไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้เต็ง  ไม้สัก ฯลฯ

ในเรื่องของไม้สักที่ยังถกเถียงกันอยู่นั้น หลังจากที่ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมดู ผมพบว่า ไม้สัก กับ ไม้สน นั้นเป็นไม้ที่มีค่าความต้านแรงดัน พอๆกัน คือประมาณ 100-106 นิวตัน/ตร.มม. แต่ไม่สักอาจมีความทนทานได้มากกว่า 10 ปี ในขณะที่ไม้สนอาจมีความทนทานได้เพียง 2-6 ปี นั่นเป็นสาเหตุที่ไม้ทั้งสองถูกจัดอยู่ในกลุ่มความแข็งที่ต่างกัน

1.1.2 แบ่งตามลักษณะการแปรรูป พูดง่ายๆคือดูว่ามันมาจากส่วนไหนของต้นไม้ ซึ่งมีผลต่อทิศทางการยืดหดตัวของไม้ เนื่องจากไม้เป็นสิ่งมีชีวิต ถึงแม้ว่าจะนำมาแปรรูปแล้วก็ตาม ไม้ยังคงมีการดูดและคายความชื่นอยู่ตลอดเวลาทำให้มีการยืดหดตัวของแต่ละส่วนแตกต่างกันตามลักษณะของเนื้อไม้ส่วนนั้นๆ

1377400_252873718193227_1480119923_n
การหดตัวของไม้ที่ตัดออกมาจากส่วนต่างๆ

ชื่อส่วนต่างๆจะซ้ำกับวิธีการเลื่อยแปรรูปนะครับ เข้าใจว่าน่าจะมีที่มาเดียวกัน แต่การเลื่อยแบบ Flat Sawn ก็ไม่ได้ไม้แบบ Flat Sawn เสมอไป การเลื่อยแบบ Quarter Sawn ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ไม้แบบ Quarter Sawn เสมอไป เพราะฉะนั้น ผมว่าเราลืมชื่อเรียกวิธีเลื่อยไม้ไปก่อนเลยก็ได้ เพราะอันนี้สำคัญกว่า ผมมีวิธีการแยกประเภทของลายไม้ โดยดูจากลายไม้ด้านตัดขวางตามภาพด้านล่างนะครับ

การแบ่งประเภทไม้แปรรูป โดยการดูจาก End Grain หรือด้านตัดขวางของไม้
การแบ่งประเภทไม้แปรรูป โดยการดูจาก End Grain หรือด้านตัดขวางของไม้
ลักษณะ ลายไม้ในการเลื่อยแบบต่างๆ
ลักษณะ ลายไม้ในการเลื่อยแบบต่างๆ
– ไม้ Flat Sawn หรือ Plain Sawn มีลักษณะเส้นวงปีที่ยาวไปตามความกว้างของหน้าไม้หรือทำมุมกับหน้าไม้ไม่เกิน 30° ลายบนหน้าไม้จะเป็นลายภูเขา ไม้แบบนี้จะมีการบิดตัวในลักษณะ Cup คือเป็นการโค้งแอ่นตามภาพ และมีการยืดหดตามความกว้างของหน้าไม้ ไม้แบบนี้เราจำเป็นต้องคำนึงถึงการนำมาใช้งานมากที่สุด เพราะมีการบิดตัวมากที่สุดนั่นเอง โดยปกติไม้ชนิดนี้จะมีต้นทุนการผลิตน้อยที่สุดเพราะเลื่อยแปรรูปง่ายที่สุด
การบิด แอ่นของไม้
การบิด แอ่นของไม้
-ไม้ Rift Sawn มีลักษณะเส้นวงปีที่ทำมุมเฉียงกับหน้าไม้ หรือทำมุมระหว่าง 30°-60° มีลักษณะลายบนหน้าไม้เป็นลายเส้นตรงเรียบๆ ไม้แบบนี้จะมีการบิดงอน้อยกว่า ไม้แบบ Flat Sawn
-ไม้ Quarter Sawn มีลักษณะเส้นวงปีที่ตั้งฉากกับหน้าไม้ หรือ ทำมุมกับหน้าไม้ตั้งแต่ 60°-90° มีลายบนหน้าไม้ตรงโดยมีลายพิเศษที่เห็นได้ชัดในไม้บางชนิดเช่นไม้โอ๊ค เรียกว่า Ray fleck pattern (Medullary Rays) ไม้แบบนี้จะเป็นไม้ที่มีความเสถียรทางด้านรูปทรงมากที่สุด เหมาะมากกับการนำมาทำหน้าโต๊ะ หรือลังไม้(แบบที่เขาใช้หมักไวน์) เพราะแทบไม่มีการขยายตัวตามความกว้างเลย
ชมวีดีโอตัวอย่างการตัดไม้ Quarter Sawn ได้ ทางด้านล่างครับ

1.2 การซื้อไม้แปรรูป
เวลาไปซื้อไม้ ให้คิดไปก่อนว่า ต้องการไม้ชนิดใด? ต้องใช้ไม้ขนาดหน้าตัดเท่าไหร่ ยาวเท่าไหร่บ้าง? ต้องการคุณภาพไม้เกรดไหน? ต้องการไม้ที่ไสเรียบมาแล้วกี่ด้าน? (โดยปกติถ้าเราไม่มีเครื่องไสหรือกบ ก็ควรเลือกไม้ที่ไสมาเสร็จแล้วทุกด้าน)

– ขนาดของไม้
โดยปกติไม้แปรรูปจะมีทั้งแบบไสแล้ว(ปรับผิวเรียบแล้ว) ทั้งไสหน้าใดหน้าหนึ่ง และไสทั้งสองหน้า กับแบบที่ยังไม่ได้ไส(เป็นไม้ที่ยังมีผิวที่ไม่เรียบต้องเอามาไสอีกที) ขนาดที่ระบุเวลาขายจะมีขนาดใหญ่กว่าไม้เล็กน้อย เนื่องจากไม้จะมีการหดตัวเล็กน้อยเมื่อมีค่าความชื้นลดลง และถ้าไสสองหน้าแล้วก็จะบางลงอีก เช่น ไม้ขนาดหน้าตัด 2×4 นิ้ว จะมีขนาดจริงๆแค่ 1 1/2 x 3 1/2 นิ้ว เท่านั้น จะให้ง่ายก็คือ พกตลับเมตรไปด้วยเวลาซื้อ แล้วก็วัดเอาอันไหนใกล้เคียงกับที่อยากได้ ก็อันนั้นแหละ!

-การคิดราคาไม้
มันเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายยาวเหยียดกันเลยทีเดียว แต่เอาเป็นว่า เวลาเราไปซื้อไม้ที่ร้าน ก็ถามเขาก็ได้ว่า ท่อนละเท่าไหร่? (จริงๆเขาจะเรียกเป็น “ตัว” แทนคำว่าท่อน) แต่ถ้าอยากรู้ว่าจริงๆแล้วเขาคิดราคากันอย่างไรจริงๆ ผมจะพยายามอธิบายให้เข้าใจดังต่อไปนี้ (ใครเงินเหลือไม่แคร์เรื่องเงินอยู่แล้ว ซื้ออะไรเท่าไหร่ก็ได้ ก็ไม่ต้องแคร์วิธีคิดเงินมากก็ได้นะครับ 555)

โดยปกติ เขาจะคิดราคาไม้เป็นปริมาตร มีหน่วยเป็นลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต)  ซึ่ง ก็คือ ขนาด ฟุตxฟุตxฟุต (หนึ่งฟุตมี 12 นิ้ว)
ซึ่งปกติไม้แปรรูปเขาจะให้ขนาดความกว้าง x ความหนา เป็น นิ้ว xนิ้ว อยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า มันมีแต่ไม้สักกับไม้นำเข้าบางชนิดเท่านั้น ที่เขาให้ความยาวเป็นฟุต ส่วนไม้อื่นๆจะให้ความยาวเป็น ศอก(ครึ่งเมตร)  ไม่ก็เป็น เมตร

1374242_253945081419424_943498887_n

เพื่อให้เข้าใจแบบง่ายๆก่อน เรามาลองคิดราคาไม้สักกันก่อนดีกว่า
ตัวอย่าง ไม้สักหน้า 1×4 นิ้ว ยาว 3 ฟุต  จะมีปริมาตร 1/12 ฟุต(หนึ่งนิ้ว) x 4/12 ฟุต(สี่นิ้ว) x 3 ฟุต = (1x4x3) / (12×12)  = 0.0833 ลบ.ฟุต
ถ้าราคาไม้สัก เท่ากับ 2,500 บาท/ลบ.ฟุต แปลว่าไม้ท่อนนี้ราคา 0.0833 x 2,500 = 208.25 บาท
และเนื่องจากปกติไม้แปรรูปเขาจะให้ขนาดความกว้าง x ความหนา เป็น นิ้ว xนิ้ว อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแปลว่า ยังไงๆเราก็ต้องหาร 12 ทั้งความกว้าง และความหนา

เขาจึงใช้สูตร  ( นิ้ว x นิ้ว x ฟุต ) / 144  เป็นสูตรลัดในการหาปริมาตรไม้สัก

ในการคิดปริมาตรไม้เบญจพรรณอื่นๆที่มีความยาวเป็นเมตร มันก็แค่ยุ่งยากกว่าเล็กน้อย เราต้องเปลี่ยน เมตร เป็นฟุตให้ได้เสียก่อน ที่เหลือก็เหมือนกัน
1 นิ้ว = 2.54 ซม. เพราะฉะนั้นไม้ยาว 1 เมตร = 100 ซม. = 100 / 2.54 นิ้ว
ตัวอย่าง ไม้แดงหน้า 1×4 นิ้ว ยาว 3.5 เมตร (7 ศอก)  จะมีปริมาตร 1/12 ฟุต(หนึ่งนิ้ว) x 4/12 ฟุต(สี่นิ้ว) x 350 / 2.54 (เป็นนิ้ว) / 12 เป็นฟุต  = (1x4x3) / (12×12)  = 0.319 ลบ.ฟุต
ถ้าราคาไม้แดง เท่ากับ 800 บาท/ลบ.ฟุต แปลว่าไม้ท่อนนี้ราคา 0.319  x 800= 255.2  บาท
และเช่นเดียวกับการคิดไม้สัก เขาก็ได้ทำการคำนวนเลขคงที่ แล้วแปลงเป็นสูตรลัด ได้ดังนี้  ( นิ้ว x นิ้ว x เมตร x 0.0228 )

อย่างที่บอกว่า มันงงงวยพอสมควร นอกจากนี้ ยังมีวิธีคิดราคาไม้เป็นยกอีก ซึ่งผมคงจะไม่ได้อธิบาย เพราะเราคงไม่ได้ใช้ไม้กันเยอะขนาดนั้น

2. วัสดุไม้แผ่น ( Sheet Goods)
นอกจากการใช้ไม้เป็นท่อนๆแล้ว ยังมีวัสดุที่ทำจากไม้อีกหลายชนิดที่มาในรูปแบบแผ่นๆ โดยทั่วไปจะมีขนาดมาตรฐาน คือ 4 ฟุต x 8 ฟุต  ซึ่งวัสดุแผ่นใหญ่แบบนี้ เหมาะสำหรับทำชิ้นงานที่ใหญ่เกินกว่าความกว้างของไม้จริง (ทุกวันนี้ หาไม้หน้ากว้างยากมาก และมีราคาแพง) ราคาไม้แผ่นจะคิดเป็นแผ่นเลย เพราะโดยส่วนใหญ่ขายเป็นขนาดมาตรฐาน โดยที่ผมจะแบ่งแยกไม้แผ่นตามโครงสร้างและวิธีการขึ้นรูปนะครับ  โดยจะเรียงลำดับจากไม่ที่แข็งแรงทนทานน้อยที่สุด ไปจนถึงมากที่สุด

2.1 ไฟเบอร์บอร์ด (Fiberboard) เป็นไม้วิศวกรรมที่สร้างขึ้นจากเส้นใยของไม้ (Woodfiber) ตัวอย่างเช่น เศษไม้ ขี้เลื่อย คำว่าไฟเบอร์บอร์ดนั้น บางครั้งใช้เรียกแทน ไม้ปาร์ติเคิ้ล (Particleboard) อีกด้วย ไม้ในกลุ่มนี้จะมีสารเคมีที่ใช้ในการประสานเนื้อไม้ค่อนข้างสูง ขี้เลื่อยมักจะมีขนาดที่เล็กมากๆ เพราะฉะนั้นในการทำงานควรจะทำงานในสภาวะที่มีการดูดควันและฝุ่นออก รวมถึงสวมหน้ากากในขณะที่ทำงาน เพื่อความปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจครับ

2.1.1 ไม้ปาร์ติเคิ้ล (Particleboard)


บางประเทศเรียกว่า ชิปบอร์ด (Chipboard)  สร้างมาจากเศษชิ้นไม้ เช่นชิปไม้ หรือแม้แต่ขี้เลื่อย มาประสานกันโดยสารเคมีและนำมาทำการบดอัดด้วยความดันสูง มีความหนาแน่น 160-450 กก./ม³ ในประเทศไทยมีขายสองแบบ คือชนิดเปลือย (Sanding Board)  คือไม่มีการเคลือบปิดผิว เพียงแต่ขัดผิวเรียบมาเท่านั้น กับชนิดเคลือบ(Melamine Faced Board) ซึ่งจะเคลือบแผ่นลามิเนตเป็นสี(นิยมสีขาว) และลวดลายต่างๆ ส่วนใหญ่ปาร์ติเคิ้ลบอร์ดจะถูกนำมาใช้ตามเคาน์เตอร์ หรือนำมาใช้เป็นฉนวน

มีขนาดมาตรฐาน กว้าง 4 ฟุต (1220 มม.) ยาว 8 ฟุต(2440 มม.)  และมีความหนาให้เลือกหลายขนาด ได้แก่ 9, 12, 15, 16, 18, 19 และ 25 มม.

ข้อดี  มีราคาที่ถูกกว่าไฟเบอร์บอร์ดชนิดอื่นๆ  มีเนื้อไม้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันทั้งชิ้น เป็นไม้ที่มีน้ำหนักเบาสุดในบรรดาไฟเบอร์บอร์ดเนื่องจากมีความหนาแน่นน้อย มีโพรงอากาศอยู่มาก
ข้อเสีย ความแข็งแรงน้อยกว่าไฟเบอร์บอร์ดชนิดอื่นๆ ตัวเนื้อไม้มีการขยายตัวได้ง่ายเนื่องจากความชื้นโดยเฉพาะไม้ที่ไม่ได้มีการ ทาสี หรือว่าเคลือบซีลเลอร์ จึงนิยมนำมาใช้ในงานไม้ที่ใช้ในตัวอาคารที่ไม่มีความชื้นสูง ทนความชื้นได้น้อยที่สุดในกลุ่มไม้แผ่น

2.1.2 ไม้ MDF (Medium-density Fiberboard)
1381513_253948294752436_268525164_n
สร้างขึ้นจากการบดไม้เนื้ออ่อน และมาอัดเป็นชิ้นไม้โดยประสานกันด้วยสารเคมีภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง ไม้เอ็มดีเอฟมีความหนาแน่นมากกว่าปาร์ติเคิ้ลบอร์ดทั่วไป โดยเอ็มดีเอฟมีความหนาแน่นประมาณ 600-800 กก./ม³

มีขนาดมาตรฐาน กว้างกว่า 4 ฟุตเล็กน้อย  (1235 มม.) ยาวกว่า 8 ฟุตเล็กน้อย (2455 มม.)   (มีแบบตัดเป็นแผ่นเล็กแบ่งขายตามร้านเครื่องเขียน แต่ราคาต่อหน่วยจะแพงกว่า) และมีความหนาให้เลือกหลายขนาด ได้แก่ 2.6 ,3, 4, 6, 9, 12, 15, 16, 18, 19 และ 25 มม.

ข้อดี ราคาถูกกว่าไม้อัด สามารถผลิตได้บางมาก และ ขึ้นรูปได้ง่ายมาก
ข้อเสีย  มีน้ำหนักค่อนข้างมาก เนื่องจากมีความหนาแน่นที่มากกว่า และขณะที่ตัดจะมีปริมาณอนุภาคฝุ่นเป็นจำนวนมาก

ด้านล่างนี้เป็นวีดีโอแสดงการผลิต MDF และ ปาร์ติเคิ้ลบอร์ดครับ

1390481_253915641422368_1352036649_n
ความแตกต่างระหว่าง ปาร์ติเคิ้ลบอร์ด กับ MDF

 

2.1.3 ไม้ฮาร์ดบอร์ด  (Hardboard) หรือ HDF (High-density Fiberboard)
1377323_253978614749404_862678057_n
มีลักษณะคล้ายกับ MDF แต่มีความหนาแน่น และความแข็งแรงสูงกว่า ฮาร์ดบอร์ดสร้างมาจากเศษไม้ที่มีการบดละเอียด และมีการอัดที่ความดันสูง 900-1450 กก./ม³  ฮาร์ดบอร์ดแตกต่างจากปาร์ติเคิ้ลบอร์ดตรงที่ไม่จำเป็นต้องมีวัสดุประสาน แต่ในการใช้งานนั้นมักจะมีการใส่เรซินเติมเข้าไปอยู่บ้าง  

ฮาร์ดบอร์ดนิยมนำมาใช้ใน งานก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ตู้ และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ และมักจะนิยมนำมาใช้เป็นผิวชั้นนอกสำหรับทำแรมป์ของสเก็ตบอร์ดอีกด้วย

มีขนาดมาตรฐาน กว้าง 4 ฟุต (1220 มม.) ยาว 8 ฟุต(2440 มม.) (มีแบบตัดเป็นแผ่นเล็ก แบ่งขายตามร้านเครื่องเขียน แต่ราคาต่อหน่วยจะแพงกว่า) และมีความหนาให้เลือกหลายขนาด ตั้งแต่ 2-9 มม.

ข้อดี มีความแข็งแรงกว่า MDF สามารถใช้แทนไม้จริงได้ดี ทำรายละเอียดได้มากกว่า MDF  และมีสารเคมีน้อยกว่า
ข้อเสีย แพงกว่า MDF และในความหนาเท่ากันจะมีน้ำหนักมากกว่าเนื่องด้วยความหนาแน่นที่มากกว่า

ด้านล่างนี้ แสดงการผลิตไม้ MDF และการใช้งานไม้ HDF

2.2 ไม้อัด OSB  (Oriented Strand Board Wood)

1379313_253930748087524_1573220711_n

เป็นอีกนวัตกรรมของไม้วิศวกรรม โครงสร้างหลักประกอบด้วยไม้สนหรือเศษไม้เนื้อแข็ง นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆบางๆ อัดเป็นแผ่นแล้วนำมาเรียงให้มีลายไม้สลับกันไปมาหลายชั้นคล้ายๆกับการสานตะกร้า จัดเรียงกันไม่ต่ำกว่า 3 ชั้น จากนั้นนำมาอัดกาวเรซินและเติมสารพิเศษ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ ให้กับเนื้อไม้ เช่น ใส่น้ำยากันปลวกและเชื้อราต่างๆ

ปัจจุบันไม้อัด OSB มีให้เลือกใช้หลายชนิด ตามแต่วัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น ไม้อัดชนิดธรรมดา (ไม่อาบน้ำยากันปลวก ) ใช้ทำเป็นไม้ลังหรือพาร์เลต สำหรับวางสิ่งของหรือใช้ขนส่งสินค้าทั่วไป ไม้อัดชนิดกันปลวกและเชื้อรา สามารถใช้ทำโครงสร้างบ้านได้ทั้งหลัง แต่จะป้องกันปลวกหรือกันเชื้อราได้มากน้อยเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่นำมาอาบเนื้อไม้ด้วย โดยผู้ผลิตจะทำสัญลักษณ์หรือแถบสีต่างๆ ไว้ที่ด้านข้างของแผ่นไม้ เพื่อบอกให้รู้ว่าเป็นไม้อัดชนิดใด เช่น ขอบสีเขียวเป็นไม้อัดชนิดธรรมดา ขอบสีแดงเข้มเป็นไม้อัดกันปลวกและเชื้อรา ทั้งนี้เราอาจสอบถามกับคนขายได้เลย

มีขนาดมาตรฐาน กว้าง 4 ฟุต (1220 มม.) ยาว 8 ฟุต(2440 มม.)  และมีความหนาให้เลือกหลายขนาด ตั้งแต่ 8-25 มม.

ข้อดี มีราคาถูกกว่าไม้อัด และถ้าคุณชอบลวดลายของมัน มันก็ดูดิบๆดีนะครับ
ข้อเสีย หน้าตามันไม่สวยงามเหมือนไม้อัด ที่เราสามารถเลือกได้ว่าอยากได้ลายไม้แบบไหน เช่นไม้อัดสัก และมีความแข็งแรงน้อยกว่าไม้อัด

ด้านล่างนี้เป็นวีดีโอการผลิตไม้อัด OSB ครับ

2.3 ไม้อัด (Plywood)

1381494_253945768086022_1095858740_n
ไม้อัดเป็นไม้ที่ผลิตจากการนำท่อนไม้มาปอกเป็นแผ่นบางๆ ที่เรียกว่าวีเนียร์  (Veneer) แล้วนำวีเนียร์มาเรียงทับกันโดยสลับลายไม้ ทำมุม 90° ต่อกัน อย่างน้อย 3 ชั้น และเรียงกันเป็นจำนวนคี่เสมอ นำมาติดกันด้วยกาวแล้วอัดด้วยความดันและความร้อน โดยทั่วไปแล้ว ไม้อัดจะแบ่งเป็นหลายเกรดมาก แต่สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือไม้อัดทำแบบ ที่จะมีผิวไม้ไม่สวยมาก กับไม้อัดสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ ที่จะมีผิวหน้าที่สวยงามเหมือนไม้จริง

มีขนาดมาตรฐาน กว้าง 4 ฟุต (1220 มม.) ยาว 8 ฟุต(2440 มม.)  และมีความหนาให้เลือกหลายขนาด ตั้งแต่ 3, 4, 6, 10, 15 และ 20 มม. แต่ความหนาของไม้อัดนั้น จะไม่ตรงกับขนาดที่ระบุเสมอไป เช่น ไม้อัดหนา 20 มม. อาจจะมีความหนาจริงแค่ 17 มม. เท่านั้น เพราะฉะนั้น การใช้ไม้อัดควรคำนึงถึงความหนาจริงของไม้ด้วย ทางที่ดีคือวัดขนาดจริงก่อนซื้อครับ

ข้อดี เป็นไม้แผ่นที่มีความสวยงามที่สุดมีลวดลายไม้ต่อเนื่องเป็นแผ่นใหญ่ โดยไม่ต้องติดแผ่นลามิเนต มีความแข็งแรงกว่าไม้ในกลุ่มไฟเบอร์บอร์ดและสามารถรับแรงได้ทั้งสองทาง ในขณะที่ไม้จริงรับแรงได้ดีในทิศทางเดียว ความแข็งแรงในการรับแรงสูงและมีความเสถียรทางด้านขนาดมาก (หมายถึงแทบไม่มีการยืดหดตัวในทิศทางใดเลย) จึงทำให้ไม้อัดเป็นวัสดุที่เราสามารถนำมาสร้างสรรค์งานได้หลากหลายมาก
ข้อเสีย ถึงแม้จะมีลวดลายบนหน้าไม้สวยงาม แต่ไม้อัดยังมีข้อด้อยที่สู้ไม้จริงไม่ได้ คือมีขอบที่ไม่สวยงาม รวมถึงไม่เหมาะกับการเซาะร่อง เพราะการตัดเจาะใดๆจะทำให้เห็นชั้นของไม้อัดที่ไม่สวย โดยปกติเมื่อนำไม้อัดมาใช้ เราจะต้องปิดขอบด้วยวีเนียร์ไม้จริง หรือชิ้นส่วนของไม้จริงเพื่อความสวยงาม

เชิญชมวีดีโอวิธีการผลิตไม้อัด ด้านล่างครับ

2.4 ไม้ประสาน (Finger joint board)
1383536_254008301413102_1532809336_n

ไม้ประสานเป็นการนำไม้จริงท่อนเล็กๆมาต่อกันให้ได้ความยาวเป็นท่อนก่อน แล้วจึงนำมาติดกาวต่อกันเป็นแผ่น  มีขนาดมาตรฐาน กว้าง 4 ฟุต (1220 มม.) ยาว 8 ฟุต(2440 มม.)  และมีความหนาให้เลือกหลายขนาดมากแล้วแต่ร้าน แต่ขนาดที่นิยม(มีขายเยอะ) น่าจะเป็น 20 มม.

การต่อแบบ Finger Joint
การต่อแบบ Finger Joint

ข้อดี ไม้ประสานมีข้อดีตรงที่มีความสวยงามและสัมผัสเหมือนไม้จริง สามารถตัดแต่งลบมุมได้เหมือนกับไม้จริง มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ เห็นคนนิยมเอามาทำเฟอร์นิเจอร์กันเยอะ

ข้อเสีย จะว่าเป็นข้อเสียก็ไม่เชิง แต่ไม้ประสานมีลวดลายที่ไม่ต่อเนื่องเหมือนกับไม้จริงหรือไม้อัด และราคาแพงกว่าไม้อัด

ไม้แผ่นชนิดต่างๆ
ไม้แผ่นชนิดต่างๆ

แหล่งซื้อไม้สำคัญๆของกรุงเทพก็คือแถวบางโพนั่นเอง (แต่ แด้ด แด๊ดๆ แต แด้ แด แดด สาวบางโพนั้นโก้จริงๆ) ไม่ใช่เพียงแค่ซอยประชานฤมิตร แต่รวมถึงพื้นที่รอบๆ ก็มีไม้ให้เลือกหลากหลายมาก รวมถึงเครื่องมือเครื่องไม้เกี่ยวกับงานไม้อีกมากมาย นอกจากนั้นที่ผมเคยไปก็มีแถวย่านภูเขาทอง ก็จะมีไม้ให้เลือกเยอะเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่า เวลานั่งรถก็มองข้างทางไว้แล้วกันครับ เพราะมักจะมีร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างใหญ่ๆ อยู่ทั่วกรุงเทพ อาจจะมีไม้ไม่ครบ แต่ก็มักจะมีไม้ที่นิยมใช้

เราจะเห็นได้ว่า วัสดุจากไม้นั้น มีเยอะแยะมากมายเหลือเกิน อาจจะต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการทำความเข้าใจวิธีการเลือกไม้ แต่อย่างที่ผมบอกเสมอแหละครับ อย่ารอให้รู้แล้วค่อยเริ่ม แต่เริ่มไปเดี๋ยวก็ค่อยๆรู้ ผมเรียบเรียงมาทั้งหมดก็ยังไม่ได้รู้ทั้งหมดหรอกครับ แต่เอาประสบการณ์มารวมกับข้อมูลที่หาเพิ่มอีกมากมาย เอาไว้ผมมีความรู้เพิ่มเติมจะมาอัพเดทให้ใหม่นะครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s